1. เป็นบริษัทได้รับประโยชน์ทางภาษีมากกว่าการเป็นบุคคลธรรมดา
ตัวอย่างเช่น สมมติเงินได้สุทธิ และกำไรสุทธิ เท่ากับ 20 ล้านบาท

ตัวอย่างการคำนวณการเสียภาษีของบริษัท และการคำนวณภาษี

สรุป
จากตารางจะเห็นได้ว่า หากท่านมีกำไรสุทธิทางภาษีมากกว่า 750,000 บาท ขึ้นไป ภาระทางภาษีนิติบุคคล จะน้อยกว่าบุคคลธรรมดา
เงินได้สุทธิของบุคคลธรรมดา = รายได้ – ค่าใช้จ่ายตามจริงหรือแบบเหมา – ค่าลดหย่อน
เงินได้สุทธิของบริษัท = รายได้-ค่าใช้จ่าย +_ รายการปรับปรุงทางภาษี

อย่างไรก็ตาม การเสียภาษีเงินนิติบุคคลนั้น สำหรับผู้ประกอบธุรกิจให้ถูกต้องและประหยัดนั้น ผู้มีหน้าที่เสียภาษีควรศึกษาติดตามบทบัญญัติตาม ประมวลรัษฎากรที่มีการแก้ไขอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น สิทธิในการหักในรายจ่ายในการอบรมพนักงาน 2 เท่า, สิทธิการใช้ขาดทุน คำนวณภาษีสะสม 5 รอบระยะเวลาบัญชี เป็นต้น การต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขบางประการที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย

ข้อ 2. การเป็นบริษัท รัฐบาลให้ความสนับสนุนกับมากกว่าบุคคลธรรมดา เช่น
2.1 สิทธิในการยกเว้นกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาจะได้รับการยกเว้น 150,000 บาท หากเป็นบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้าน และรายได้
ไม่เกิน 30 ล้านบาท ยกเว้นกำไรสุทธิ 300,000 บาท ซึ่งมากกว่าบุคคลธรรมดา จำนวน 150,000 บาท
2.2 มาตรการให้สิทธิประโยชน์ให้สามารถค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า เช่น
– เงินบริจาคให้กับสถานศึกษาสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า
– ค่าใช้จ่ายในการจ้างคนพิการใช้สิทธิเพิ่มได้ร้อยละ 100 ของค่าใช้จ่ายที่จ่ายไป
– ค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้สูงอายุ (เกษียณอายุ) ที่มีเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท สามารถหักค่าใช้จ่ย ได้อีก 1 เท่า
– ค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 100 ของรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรืออบรม

2.3 การให้สิทธินำขาดทุนสะสมย้อนหลังไม่เกิน 5 ปีมาหักกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีได้ (กำไรน้อยลง ภาษีน้อยลงด้วย)

ข้อ 3 เป็นบริษัทธุรกิจมีความน่าเชื่อถือมากกว่ากิจกการเจ้าของคนเดียว

ข้อ 4 เป็นบริษัทง่ายต่อการยื่นกู้ธนาคาร
กล่าวคือ เมื่อท่านจดทะเบียนเป็นบริษัท หน้าที่ของท่านก็คือการจัดเก็บเอกสารและจัดทำงบการเงินซึ่งเอกสารที่จัดทำนี้ ท่านสามารถนำไปใช้ใน
การเสนอการลงทุน หรือ การยื่นกู้กับธนาคารได้

ข้อ 5. เจ้าหนี้ไม่สามารถยึดทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ถือหุ้นได้
กล่าวคือ หากเป็นบริษัทผู้ถือหุ้นจะรับผิดชอบเท่าที่หุ้นค้างชำระอยู่ หากเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด หุ้นส่วนจะรับผิดชอบเท่าที่ลงเงินไป และในขณะที่เป็นบุคคลธรรมดาจะต้องรับผิดชอบไม่จำกัด

บทสรุป
การจดทะเบียนเป็นบริษัทนั้น มีข้อดีอยู่หลายข้อตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น แต่ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจว่าจะจดทะเบียนเป็นบริษัทดี หรือไม่จดดี
อยากให้ท่านคำนึงถึงต้นทุนด้านอื่นที่เพิ่มขึ้นมาที่ตามมาหลังจากการจดทะเบียนเป็นบริษัทแล้ว เช่น ต้นทุนบัญชี และค่าสอบบัญชี เป็นต้น มาประกอบการพิจารณาการจดทะเบียนเป็นบริษัทด้วย

เรียบเรียงโดย: C.K.ACE ACCOUNTING
6/7/2562